Archives

การคุ้มครองคนทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์....ป้องกันทารกพิการ

การศึกษาเกี่ยวกับการจัดวางรูปแบบของที่ทำงาน และอุปกรณ์สำนักงานให้เหมาะสม สะดวก ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ (Ergonomics) ในประเทศไทยนั้นมีมานาน และมีการศึกษาวิจัยในหลายสาขาวิชา แต่ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับผู้ใช้งาน ยังไม่ให้ความสำคัญกับการให้ความคุ้มครองการใช้งานของผู้ใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ต้องทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลายาวนาน หรือทั้งวัน กฎหมายการคุ้มครองคนทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ยังไม่มีสำหรับประเทศไทย ถ้ามีปัญหาอาจต้องใช้กฎหมายที่เทียบเคียง หรือหลักกฎหมายทั่วไป เพราะไม่มีในจารีตประเพณีการปฏิบัติเช่นกัน มีแต่กฎหมายที่มุ่งเอาผิดกับคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ (พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐) แต่การคุ้มครองคนที่ทำงานนั้นคนไทยยังไม่ตระหนักถึงเรื่องเหล่านี้มากนัก ทั้งๆ ที่ ขณะนี้การเจ็บป่วยอันเกิดมาจากการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เริ่มมีมากขึ้น และปรากฏให้เห็นเป็นปัญหาของหลายหน่วยงาน เนื่องจากบุคลากรลาป่วย อันเป็นผลมาจากการทำงานติดต่อกันเป็นเวลานานๆ หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งภาครัฐและเอกชนมีค่ารักษาพยาบาลสำหรับโรคที่เกิดกับ ผู้ใช้คอมพิวเตอร์จำนวนมาก

เมื่อประมาณ ๒๐ กว่าปีที่ผ่านมา สมัยที่ผู้เขียนยังเรียนอยู่ในสหรัฐอเมริกา และได้รับอานิสงจากการไปช่วยอาจารย์ทำวิจัย เกี่ยวกับความเมื่อยล้าอันเป็นผลมาจากการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ของพนักงาน ที่ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ (Computer Operators) เพื่อนำไปใช้ประกอบในการแก้ไขปรับปรุงเทศบัญญัติของเมือง (City Amendments) เพื่อคุ้มครองผู้ทำงานกับคอมพิวเตอร์ โดยกำหนดให้นายจ้างต้องให้ผู้ทำงานนั้นมีเวลาพักหลังจากที่ทำงานไประยะเวลาหนึ่ง เช่น ทุก ๒ ชั่วโมงต้องให้พัก ๑๕ นาที ถ้านายจ้างไม่ทำตามก็จะมีบทลงโทษ และผู้ปฏิบัติงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็จะได้รับทราบถึงสิทธิของตนเองด้วย สาระของการทำวิจัย คือ หาระยะเวลาและวิธีการที่ปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับการทำงานอย่างต่อเนื่องหน้า จอคอมพิวเตอร์ และผู้เขียนก็ได้หัวข้อวิจัยสำหรับการทำวิทยานิพนธ์ ว่าด้วยเรื่องของการใช้สีของตัวอักษรและพื้นหลังมาด้วย โดยเน้นความชอบ และผลที่เกิดขึ้นจากการใช้สีในด้านประสิทธิภาพของงาน เช่น ในด้านของความผิดพลาด หรือความถูกต้อง ความเมื่อยล้าหรือความทนในการทำงาน เป็นต้น แต่ประเด็นที่ต้องการนำเสนอในที่นี้คือ สหรัฐอเมริกามีการคุ้มครองผู้ที่ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์มานานแล้ว แต่ประเทศไทยจนบัดนี้กว่า ๒๐ ปีผ่านมาแล้ว ก็ยังไม่มีกฎหมายให้ความคุ้มครองผู้ปฏิบัติงานหน้าจอคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ

มีข้อสังเกตด้านสังคมในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในองค์กร โดยเฉพาะเมื่อนำเทคโนโลยีเข้าสู่การทำงานทำให้ความสัมพันธ์กันระหว่าง พนักงานกับพนักงาน พนักงานกับผู้บริหาร และพนักงานกับผู้มาติดต่อ ลดลงไป ซึ่งหมายถึงการเป็นมนุษย์ในความหมายเดิมตามธรรมชาติว่าเป็นสัตว์สังคม มีเลือดเนื้อ-ชีวิต-จิตใจ ประกอบกับการใช้เทคโนโลยีจะลดความเป็นมนุษย์ลงในกระบวนการของการทำงานและถ้า มีการนำอุปกรณ์เทคโนโลยีซึ่งเป็นวัตถุมาใช้จะช่วยส่งเสริมให้เกิดวัตถุนิยม มากขึ้น อันตรายในข้อนี้ไม่ใช่อยู่ที่การนำเทคโนโลยีในรูปของวัสดุ และเครื่องมือที่เป็นผลิตผลของความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์แต่อยู่ที่ความสำนึกของผู้บริหาร และความเข้าใจของผู้บริหารกับพนักงานอันจะส่งผลถึงการปฏิบัติของผู้บริหาร ต่อพนักงาน ถ้าผู้บริหารเห็นว่าพนักงานเป็นเหมือนวัตถุชิ้นหนึ่งซึ่งจะสามารถปั้นแต่ง ให้เป็นอะไรก็ได้ตามความต้องการ หรือเห็นเป็นแค่วัตถุอย่างหนึ่งคล้ายกับวัตถุดิบที่นำมาใช้ในระบบการผลิต หรือบริการ แต่ถ้าผู้บริหารรู้จักสำนึกและเข้าใจความเป็นมนุษย์ของ พนักงานแล้ว การนำเทคโนโลยีในรูปของวัสดุ เครื่องมือต่างๆ ไปใช้ โดยใช้อย่างมนุษย์กับมนุษย์ลักษณะของอันตรายในเรื่องนี้จะหายไป ส่วนพนักงานเองต้องมีสติไม่หลงกับการคิดว่าตนเองเป็นผู้วิเศษกว่าผู้อื่น เพราะใช้เทคโนโลยีชั้นสูงทันสมัยและพึงพอใจกับการได้ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ปรากฏการณ์นี้พบได้มากในหมู่พนักงานที่ทำงานในสำนักงานขององค์กรที่ทันสมัย และใช้เทคโนโลยีมาก ทำให้พนักงานชื่นชมกับความดีงามของเทคโนโลยี เกิดการแข่งขันกันเรื่องการมีวัตถุ (ตามสภาพแวดล้อมของการทำงาน) มากกว่าการมีคุณธรรม

นอกจากนั้นผู้ทำงานในสำนักงานสมัยใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือในการทำงานยังมีปัญหาด้านสุขภาพด้วย เช่นเสี่ยงกับโรคตาแห้ง เอ็นข้อมืออักเสบสายตาผิดปกติ บางรายอาจรุนแรงถึงขั้นเป็นหมันหรือแท้งลูกขณะที่พนักงานที่ชอบแอบใช้ อินเตอร์เน็ตดูภาพลามกและเล่นเกมออนไลน์ที่เนื้อหารุนแรงจะเสี่ยงกับการมี สภาวะอารมณ์เปลี่ยนแปลงไปในทางเลวร้าย และมีเพื่อนน้อย อีกทั้งมีโอกาสสูงที่จะมีอาการเจ็บป่วยจากการใช้คอมพิวเตอร์นานๆ ประเทศไทยในขณะนี้ ปี ค.ศ. ๒๐๐๙ (พ.ศ. ๒๕๕๒) ยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองการทำงานของพนักงานที่ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ ว่าให้ทำได้ติดต่อกันนานเท่าไร และต้องพักเว้นระยะเท่าไรจึงจะกลับไปทำงานต่อได้ โดยสาระสำคัญของกฎหมายเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพของพนักงานในสำนักงานทันสมัย ที่ต้องทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ ที่มีรังสี หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากระจายออกมา เนื่องจากพบว่าพนักงานผู้ปฏิบัติงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวันมีความเจ็บป่วย สูงมากโดยโรคที่พบบ่อยได้แก่ เอ็นข้อมืออักเสบจากการใช้คีย์บอร์ดพิมพ์ข้อมูลเข้าเครื่อง ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณข้อมือต้องเคลื่อนไหวในท่าเดียวซ้ำๆ เร็วๆ และเป็นเวลานาน ขณะเดียวกัน การจ้องมองจอคอมพิวเตอร์นานๆ อาจทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับตาและสายตาทำให้ตาแห้งหรือรู้สึกระคายเคือง วิธีแก้ไขที่ดีที่สุด คือ ควรใช้จอแอลซีดี หรือใช้กระจกกรองแสงเพื่อลดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า จอภาพควรห่างสายตา ๑๘?๓๐ นิ้ว ตำแหน่งกลางจอควรอยู่ต่ำกว่าระดับสายตา ๒๐ องศา ที่สำคัญไม่ควรนั่งพิมพ์งานเป็นเวลานาน ควรหยุดพักสายตาเป็นระยะๆ สำหรับจอคอมพิวเตอร์ที่ปล่อยคลื่นแม่เหล็กออกมามาก จะทำให้การเปลี่ยนแปลง สารเคมีในร่างกาย และอาจทำให้เกิดการแท้งบุตร ความพิการของทารก เนื้องอกหรือมะเร็งได้ รวม ทั้งพบความเสี่ยงเดียวกันนี้ในกรณีการใช้โทรศัพท์มือถือ ซึ่งผู้ใช้ต้องสัมผัสกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเช่นกัน ทั้งนี้ มีผลวิจัยระบุว่าร้อยละ ๕๙ ของคนทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ยอมรับว่ากลายเป็นคนขี้โมโหหรือโกรธง่ายขึ้น นอกจากคนในสำนักงานสมัยใหม่จะได้รับผลกระทบทางด้านกายแล้ว ปัญหาสุขภาพจิตสามารถเกิดได้เช่นกัน โดยส่วนใหญ่มีพฤติกรรมแยกตัวจากสังคม โดยคนกลุ่มนี้ชอบเล่นอินเตอร์เน็ตนานๆ เพราะเหมือนมีโลกส่วนตัว ส่วนผู้ที่ชอบใช้อินเตอร์เน็ตดูภาพลามกและเล่นเกมที่รุนแรง จะเกิดสภาวะทางอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในทางเลวร้ายได้เช่นกัน ผู้บริหารต้องใส่ใจและหาทางช่วยเหลือแนะนำพนักงาน และใส่ใจกับสุขภาพ ของพนักงานโดยเลือกใช้อุปกรณ์เสริมเพื่อลดความเสี่ยง รวมทั้งจัดวางคีย์บอร์ดและเครื่องคอมพิวเตอร์ในตำแหน่งที่เหมาะสมรวมทั้งควร จัดหาถุงมือที่ช่วยลดการกระทบบริเวณข้อมือจากการทำงานให้กับพนักงาน และถ้าจำเป็นอาจต้องนำระบบการตรวจจับหรือการเฝ้าดู (Monitoring System) เข้ามาใช้เพื่อไม่ให้ผู้ปฏิบัติงานใช้คอมพิวเตอร์ผิดวัตถุประสงค์ของการทำงาน หรือทำงานมากเกินไป แต่พนักงานจะมีความรู้สึกว่าถูกจ้องจับผิดตลอดเวลาด้วย ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้นต้องมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ผู้บริหารต้องพิจารณาผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยถือเป็นสิ่งสำคัญและเป็นส่วน หนึ่งของการลงทุนด้วย

การให้ความใส่ใจและดูแลผู้ที่ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นั้น ถ้าปล่อยให้เพียงผู้บริหารของหน่วยงานดูแลกันเองโดยไม่มีกฎหมายช่วยคุ้มครอง ผู้ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้ว เชื่อว่าจะไม่สามารถลดปัญหานี้ได้ มีแต่จะลุกลามมากขึ้น เพราะกฎหมายจะลดอัตราความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นทางร่างกาย เพราะการคุ้มครองสภาพการทำงานและไม่ให้ทำงานหนักเกินไป และเชื่อว่าจะช่วยบรรเทาความเจ็บป่วยทางอารมณ์และสังคมกับผู้ทำงานหน้าจอ คอมพิวเตอร์ได้ด้วยเช่นกัน ถ้ามีกฎหมายที่ดีและผู้เขียนกฎหมายเข้าใจธรรมชาติของการทำงานหน้าจอ คอมพิวเตอร์(ไทยรัฐออนไลน์โดยรองศาสตราจารย์ ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์ ๒๔ส.ค.๒๕๕๒)

You must be logged in to post a comment.